![]() |
| โดยปกติแล้วการจับกุมผู้กระทำผิดนั้น เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่พนักงาน ซึ่งคำว่า “เจ้าพนักงาน” มีความหมายกว้างขวาง ขึ้นอยู่กับกฎหมายในแต่ละเรื่องนั้นจะบัญญัติให้ใคร? เป็นเจ้าพนักงาน เช่น เจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายศุลกากร มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมความผิดเกี่ยวกับการ ลักลอบขนสินค้าหนีภาษี เจ้าหน้าที่สรรพสามิต เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายสรรพสามิต มีอำนาจหน้าที่จับกุมความผิดเกี่ยวกับสรรพสามิต ฯลฯ เป็นต้น
ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอำเภอ ปลัดอำเภอนั้น จัดอยู่ในประเภทพนักงานฝ่ายปกครอง มีอำนาจหน้าที่จับกุมความผิดได้ทุกประเภท แม้ว่าความผิดนั้นจะมีพนักงานโดยเฉพาะแล้วก็ตาม เช่น ความผิดตามกฎหมายศุลกากร กฎหมายสรรพสามิต เจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ก็ยังมีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมได้ สำหรับประชาชน หรือที่เรียกว่าราษฎรธรรมดานั้น โดยปกติไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจับกุมผู้ใดได้ เพราะประชาชนธรรมดาไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน แต่อย่างไรก็ดีกฎหมายไม่ได้ห้ามเด็ดขาดว่าไม่ให้ประชาชนธรรมดาจับกุมผู้กระทำผิดโดยสิ้นเชิง บทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้นไว้ให้ประชาชนธรรมดา มีอำนาจหน้าจับกุมผู้กระทำผิดได้ เฉพาะบางกรณี ดังต่อไปนี้ (เท่านั้น) 1. เมื่อเจ้าพนักงานขอร้องให้ช่วยจับ กรณีนี้จะต้องเป็นเรื่องที่มีหมายจับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความผิดฐานใด? ก็ตาม และเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่จัดการตามกฎหมาย หรือจับตามหมายจับนั้น ได้ขอร้องให้ประชาชนธรรมดาช่วยจับกุมผู้กระทำผิด ตามที่กฎหมายระบุไว้ *ข้อนี้ต้องพึงระวังให้ดีว่า ถ้าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานจะจับกุม โดยที่ไม่มีหมายจับแม้เจ้าพนักงาน จะขอร้องให้ประชาชนธรรมดาช่วยจับ ประชาชนธรรมดาก็ไม่มีอำนาจในการจับกุม |
| มีข้อสังเกตว่า คำร้องขอของเจ้าพนักงานเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงาน |
*ดังนั้นประชาชนที่ได้รับร้องขอจะปฏิบัติตามคำร้องขอนั้น หรือไม่? ก็ได้ 2. เมื่อพบการกระทำผิดซึ่งหน้า เฉพาะความผิดประเภทที่กฎหมายระบุไว้ กรณีนี้ประชาชนผู้พบ การกระทำผิดนั้นสามารถทำการจับกุมได้ทันที โดยไม่ต้องรอเจ้าพนักงานร้องขอ อย่างไรก็ดี อำนาจในการจับกุมของประชาชนธรรมดาตามข้อ 2 นี้ ค่อนข้างจะมีขอบเขตจำกัด อยู่เฉพาะ แต่ความผิดประเภทที่ระบุไว้ในท้าย ป.วิอาญาเท่านั้น และต้องเป็นกรณีที่พบการกระทำผิด ซึ่งหน้าอีกด้วย ซึ่งเงื่อนไขข้อนี้ นับว่าเป็นปัญหาอยู่ไม่น้อย สำหรับผู้ไม่เคยเรียนกฎหมายมาก่อนเพราะจะ ไม่ทราบความผิดประเภทใดบ้าง? ที่กฎหมายระบุไว้ในบัญชีท้าย และก็ไม่ทราบว่าที่เรียกว่า ”ความผิดซึ่งหน้า” มีขอบเขตความหมายแค่ไหน? เพราะถ้อยคำนี้เ ป็นถ้อยคำทางกฎหมาย ซึ่งมีความหมายเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำมาเขียนในที่นี้ แต่จะขอนำเอาความผิดซึ่งหน้า ที่ระบุ อยู่ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะที่พบอยู่เสมอ เพื่อเป็นแนวทางในการจดจำ ดังนี้.- 2.1 ความผิดต่อเจ้าหน้าที่ 2.2 ความผิดฐานหลบหนีจากที่คุมขัง 2.3 ความผิดต่อศาสนา 2.4 ความผิดปลอมแปลงเงินตรา 2.5 การก่อการจลาจล 2.6 ข่มขืนกระทำชำเรา 2.7 ทำร้ายร่างกาย 2.8 ฆ่าคนตาย 2.9 หน่วงเหนี่ยวกักขัง 2.10 ลักทรัพย์,วิ่งราวทรัพย์,ชิงทรัพย์,ปล้นทรัพย์,กรรโชกทรัพย์ 3. เมื่อประชาชนผู้เป็นนายประกันผู้ต้องหา หรือจำเลยที่ได้หลบหนีประกัน หรือจะหลบหนีประกัน โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถจะขอความช่วยเหลือจากเจ้าพนักงานให้จับกุมได้ทันท้วงทีเท่านั้น การจับกุมประชาชนธรรมดา ตามที่กล่าวมาแล้วทั้ง 3 กรณีนี้ เป็นเพียงอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมได้เท่านั้นไม่ใช่เป็นหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ และถ้าเป็นกรณีอื่น นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ประชาชนธรรมดา ก็ไม่มีอำนาจทำการจับกุมผู้กระผิดได้เลย สำหรับผลทางกฎหมาย กรณีที่ประชาชนธรรมดามีอำนาจตามกฎหมายที่จะจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ดังที่กล่าวมาแล้วใน 1-3 ข้อนี้ ประชาชนผู้ทำการจับกุมย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น.- -ไม่มีความผิดฐานทำให้ผู้ถูกจับ เสื่อมเสียอิสรภาพเสรีภาพ หรือหากผู้ถูกจับนั้นต่อสู้ขัดขวาง ประชาชนผู้จับก็มีอำนาจใช้กำลังป้องกันตนเองได้พอสมควรแก่เหตุ ในทำนองกลับกันถ้าเป็นกรณีไม่มีอำนาจจับกุมได้ตามกฎหมาย ผู้จับมีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียเสรีภาพ และอาจมีความผิดฐานอื่นติดตามมามากมาย เช่น.- ข้อหาบุกรุก หรือ ข้อหาทำร้ายร่างกาย ฯลฯ เป็นต้น |
|
| กลับด้านบน |
| การก่ออาชญากรรม เป็นผลของการกระทำของบุคคลทั้งสิ้น โดยผู้ที่กระทำเราเรียกว่า“ผู้ร้าย” หรือ “คนร้าย” และ ในยุคปัจจุบัน วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี่ ได้เจริญก้าวหน้า ทำให้คนร้ายมักจะใช้ยานพาหนะต่างๆ ในการหลบหนีอย่างรวดเร็ว พาหนะที่ใช้ เช่น.- รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ช่วงเวลาที่คนร้ายลงมือกระทำความผิดและหลบหนีนั้น คนร้ายพยายามที่จะใช้เวลาให้รวดเร็วที่สุด เพื่อมิให้มีผู้ใดพบเห็น และเพื่อรอดพ้นจากการ | |
สืบสวนติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ *การสังเกตจดจำตำหนิรูปพรรณบุคคล หรือคนร้าย ๑. หลักของการสังเกตจดจำตำหนิรูปพรรณ มีดังนี้.- ๑.๑ สังเกตจากสิ่งที่ใหญ่ที่เห็นง่าย ไปสู่สิ่งที่เล็กมองเห็นได้ยาก ๑.๒ สังเกตจดจำลักษณะเด่น หรือตำหนิ ไปสู่ลักษณะปกติธรรมดา ๑.๓ พยายามอย่าจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่จดจำบางสิ่งบางอย่างที่สามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ ๑.๔ เมื่อคนร้ายหลบหนีไป จงอย่าถามผู้อื่นว่าเห็นอะไร? แต่ให้รีบบันทึกตำหนิรูปพรรณ ที่ท่านเห็น และจดจำได้ ลงในกระดาษทันที ๑.๕ มอบรายละเอียดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง |
|
| ๒.สิ่งที่สามารถจดจำได้ง่าย!และควรจดจำก่อน | |
![]() |
|
๓.การสังเกต และจดจำยานพาหนะของคนร้าย! |
|
![]() |
![]() |
หลักการสังเกต และจดจำยานพาหนะ มีดังต่อไปนี้.- - ประเภทรถ เช่น รถยนต์เก๋ง,รถบรรทุก,ปิ๊กอัพ,สามล้อ,รถจี้ป เป็นต้น - สี และ ยี่ห้อของรถ - ความเก่า-ใหม่ ของรถ - หมายเลขทะเบียน สีของแผ่นป้ายทะเบียน - ตำหนิ เช่น กระจกแตก สีลอก มีรอยเจาะที่ตัวถังรถ - รอยชน รอยบุบ บริเวณใด มากน้อยเพียงใด? - จุดเด่นของรถ เช่น เป็นรถแต่ง เสาอากาศวิทยุ หรือติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ - สติ๊กเกอร์รูปอะไร? ฟิล์มกรองแสงหนา บาง หรือทึบ - หากเป็นรถจักรยานยนต์ ให้ดูว่าเป็นรถแบบผู้หญิง หรือรถแบบผู้ชาย |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
ช่วงที่สังคมกำลังสับสนกับแฟชั่นเสียงระเบิด การได้รู้เขารู้เราถึงวิธีวางระเบิด และข้อปฏิบัติเบื้องต้น เมื่อต้องผจญกับ ”ระเบิด” น่าจะมีความจำเป็นในปัจจุบัน... |
|
|
“ระเบิด” หมายถึง วัตถุที่สามารถห้อมล้อมโดยฉับพลัน โดยมีสิ่งที่เหมาะมากระทำให้เกิดกำลังดัน หรือโดยการสลายตัวของวัตถุบางอย่าง จนทำให้เกิดแรงทำลาย หรือแรงประหาร “วัตถุระเบิด” ที่มีใช้กันทั่วโลกนั้น แบ่งออกตามความเร็วของการลุกไหม้ ได้ 2 ประเภท คือ.- 1.) วัตถุระเบิดชนิดแรงต่ำ 2.) วัตถุระเบิดชนิดแรงสูง รูปแบบการวางระเบิด ที่มือมืดทั่วไปนิยมใช้ มีอยู่ 3 วิธี คือ.- 1.) การวางระเบิดแบบ “กับดัก” ซึ่งจะทำงานก็ต่อเมื่อมีสิ่งเข้าไปข้องเกี่ยว จนเกิดการระเบิด 2.) การวางแบบ “ระเบิดเวลา” จะทำงานตากำหนดเวลาของนาฬิกาที่ตั้งไว้ กับชุดจุดระเบิด 3.) การวางแบบ “แสวงเครื่อง” จะทำงานต่อเมื่อกลไก หรือชุดควบคุมถูกกำหนดให้เกิดการระเบิด ไม่ว่าโดยกดปุ่มบังคับ หรือการโทรศัพท์จากระยะไกล ให้กลไกปลดสลักทำงานครบขั้นตอน จากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด กองสรรพาวุธตำรวจ พบว่า ทั้งระเบิดเวลา และระเบิดแสวงเครื่อง กว่าร้อยละ 90 มักจะซ่อนอยู่ในภาชนะที่เป็นหีบห่อ โดยเฉพาะห่อของขวัญ,กระเป๋าเดินทาง เป้สะพาย และพัสดุไปรษณีย์ ดังนั้น เมื่อพบ |
|
| เห็นวัตถุต้องสงสัยวางไว้ผิดที่ไม่ควรเข้าใกล้ ให้รีบแจ้งตำรวจโดยเร็วที่สุด | |
|
กองสรรพาวุธตำรวจ ให้ข้อแนะนำแรก กรณีที่มือวางระเบิดนำระเบิดไปวางไว้ตามจุดต่างๆ นอกจากสามารถใช้ระเบิดที่ประกอบขึ้นเอง เช่น ระเบิดแบบ ที.เอ็น.ที.,ซีโฟร์,สารแอมโมเนียมไนเตรต หรือ สารในกลุ่มไนโตนเซลลูโลสแล้ว ยังนำลูกระเบิดแบบชนิดใช้ขว้าง มาดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่องได้อีกด้วย |
ลูกระเบิดชนิดขว้างแบบแรก ชาวบ้านเรียกว่า "น้อยหน่า" ภาษาราชการ เรียกว่า ลข.88 บ.2 วงการระเบิด เรียกชื่อแบบสากลว่า รุ่น MK2 ระเบิดรุ่นนี้ใช้เปลือกหุ้มภายนอกที่มีลักษณะขรุขระ เหมือนผิวน้อยหน่า เป็นชิ้นส่วนสะเก็ดระเบิดมีอำนาจทำลาย หรือสังหารในรัศมีฉกรรจ์ ระยะตั้งแต่ 15-20 เมตร ชนิดถัดมา เป็นระเบิดขว้าง แบบเปลือกนอกมีผิวเกลี้ยง รูปทรงรี ชาวบ้านมักเรียกว่า "ลูกเกลี้ยง" ทางการเรียก ลข.88 บ.26 วงการระเบิด เรียกว่า M 61 เป็นระเบิดรุ่นเดียวกับที่เคยตูมสนั่นในสำนักงานประกันสังคมที่จังหวัดนครปฐม เมื่อหลายปีก่อน มีลักษณะคล้ายกับระเบิดอีกรุ่น ซึ่งต่างกันตรงขอรัดคล้องคอ และกระเดื่องนิรภัย ซึ่งภาษาทางการเรียกว่า ลข.88 บ.61 ระเบิดทั้งสองรุ่น มีเปลือกบาง สะเก็ดระเบิดมีลักษณะเป็นขดลวด บากเป็นบั้ง บรรจุไว้ภายใน มีอำนาจทำลาย และสังหาร ในรัศมีฉกรรจ์ตั้งแต่ 15-20 เมตร ชนิดถัดมา มีผิวเกลี้ยง ใบกลม เท่าผลส้ม คุ้นกันในชื่อ "ลูกส้ม” ทางการเรียกว่า ลข.88 บ.67 วงการระเบิดเรียกว่ารุ่น M 67 "ลูกส้ม“ ใช้เปลือกนอกเป็นสะเก็ดระเบิด แบบเดียวกับ “น้อยหน่า” เวลาระเบิด สะเก็ดจะแตกออกเป็นรูปไข่ปลา มีอำนาจทำลายล้างในรัศมีฉกรรจ์ ตั้งแต่ 10 เมตร ขึ้นไป ระเบิดขว้างยอดนิยมอีกรุ่นที่มีใช้ในเมืองไทย เป็นลูกระเบิดชนิดผิวเกลี้ยงกลมขนาดเท่าผลมะนาว ชาวบ้านชอบเรียก "ลูกมะนาว" ภาษาทางการเรียก ลข.12 V40 หรือ ที่ในวงการระเบิดเรียกกันว่า วี40 รุ่นนี้ใช้เปลือกภายนอกเป็นสะเก็ด มีอำนาจทำลายล้างในรัศมีฉกรรจ์ตั้งแต่ 6 เมตร เคยมีใช้ในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) แต่ปัจจุบันจำหน่ายยอด (กำจัดทิ้ง) ไปหมดแล้วแหล่งข่าวบอกว่า ไม่ว่ามือมืดที่นำระเบิดไปวาง เป็นใคร? หรือใช้ระเบิดประเภทไหน ไปก่อกรรมทำเข็ญ เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องต้องทำการพิสูจน์ และสืบสาวให้ถึงต้นตอ |
|
![]() |
แต่สำหรับชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ มีข้อแนะนำเบื้องต้น ดังต่อไปนี้... กรณีแรก เมื่อได้รับโทรศัพท์ขู่วางระเบิด สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า "เป็นเรื่องจริง“ การขู่วางระเบิดส่วนใหญ่มักใช้โทรศัพท์ขู่ ระหว่างที่รับสายให้พยายามควบคุมสติ |
ตั้งใจฟังในสิ่งที่ผู้ขู่พยายามบอก อย่าขัดจังหวะการคุย ให้ถ่วงเวลาการคุยให้นานที่สุด จดจำรายละเอียดการสนทนาให้มากที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ควรอัดเทปเสียงของผู้โทรขู่ไว้ด้วย นอกจากนั้น ควรสังเกตเอกลักษณ์ของน้ำเสียง หรือลักษณะการพูดจาของผู้โทรขู่ เช่น.-พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม แข็งกระด้าง พูดเร็ว หรือพูดจาติดขัด รวมทั้งสังเกตเสียงแทรก หรือเสียงแวดล้อมในขณะที่ผู้โทรขู่ กำลังพูดสาย เช่น เสียงสุนัขเห่า เสียงรถยนต์วิ่งผ่าน เสียงพูดของคนที่อยู่ข้างๆผู้ที่โทรขู่ หลังจากนั้น ให้แจ้งข้อมูลรายละเอียดแก่ผู้ควบคุมสถานที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อประสานงาน และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย เกรงว่าจะเป็นภาชนะบรรจุระเบิดไว้ภายใน อย่าทำตัวเป็นคนขี้สงสัย หรือใจถึง ตรงเข้าไปสัมผัสโดยเด็ดขาด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจภารกิจในการเก็บกู้วัตถุระเบิดโดยตรง ในกทม.และปริมณฑล แจ้งได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 191 |
|
| กลับด้านบน | |
เนื่องจากระเบิดแสวงเครื่องมีลักษณะภายนอกเหมือนวัสดุ หรือของใช้ทั่วไป ทำให้การสังเกต หรือการพิสูจน์ทราบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องนั้นค่อนข้างทำได้ยาก แต่จะมีข้อพิจารณาในเบื้องต้นดังต่อไปนี้... 1. เป็นวัตถุที่ไม่มีเจ้าของ! หรือหาเจ้าของไม่พบ 2. เป็นวัตถุที่มีลักษณะภายนอกผิดปกติ หรือผิดไปจากรูปเดิม เช่น ที่กล่องมีร่องรอยเปื้อน กล่องปิดผนึกไม่เรียบร้อย หรือมีรอยผนึกใหม่ มีรอยยับต่างๆ หรือสีเปลี่ยนไป 3. เป็นวัตถุที่ควรจะอยู่ในที่อื่น มากกว่าจะอยู่ตรงนั้น! 4. เป็นวัตถุที่ไม่เคยพบเห็น ณ ที่ตรงนั้นมาก่อนเลย จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นแค่เหตุผลในการพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น ถ้ามีข้อผิดสังเกตให้นึกไว้เสมอว่า...“วัตถุต้องสงสัยนั้น อาจจะเป็นระเบิดแสวงเครื่อง” เมื่อพบระเบิดแสวงเครื่อง หรือวัตถุต้องสงสัยจะทำอย่างไร? 1. ห้ามจับ,หยิบยก,เคลื่อนย้าย หรือทำให้สั่นสะเทือน โดยเด็ดขาด! 2. สอบถามหาเจ้าของวัตถุต้องสงสัย หากไม่มีผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าวัตถุต้องสงสัยนั้นอาจเป็นระเบิด 3. จดจำลักษณะทั่วไปของวัตถุต้องสงสัย และบริเวณที่พบเพื่อเป็นข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ดังต่อไปนี้.. - ขนาด รูปร่างของวัตถุต้องสงสัย และลักษณะบ่งบอกอื่นๆ เช่น มีเสียงการทำงาน หรือมีสายไฟฟ้า เป็นต้น - รีบรายงานให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้รับผิดชอบสถานที่นั้นทราบโดยเร็ว - อพยพผู้คนออกนอกอาคารสถานที่นั้นโดยด่วน ด้วยวิธีที่นุ่มนวลเพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตกใจกลัว - กำหนดเขตอันตราย โดยป้องกันบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในเขตอันตราย |
| กลับด้านบน |
![]() |
![]() |
|
วัตถุระเบิด คือ สารเคมีชนิดหนึ่งจะแข็งอ่อนนุ่มหรือเป็นของเหลวก็ตาม ซึ่งเมื่อเกิดปฏิกิริยากับความร้อน และจะกลายเป็นแก๊ส วัตถุระเบิดเมื่อเกิดการระเบิดขึ้นจะขยายการระเบิด หรือมีแรงผลักดันไปทุกทิศทุกทางที่เท่าๆกัน กรณีพบวัตถุต้องสงสัย ประชาชนควรปฏิบัติอย่างไร? ส่วนใหญ่วัตถุต้องสงสัยนั้นจะอยู่ในรูป หีบ ห่อ กล่อง หรือกระเป๋า ซึ่งส่วนมากจะมีสาเหตุมาจากได้รับของมาแล้ว ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ส่งมา ในขณะเดียวกันผู้รับก็มักจะเป็นผู้ที่มีความหวาดระแวงในเรื่องวัตถุระเบิดอยู่แล้ว หรือบางทีคนรับก็รู้ว่าใครเป็นคนส่งมา แต่ทว่าไม่มีความไว้วางใจในผู้ส่ง หรืออาจจะด้วยสาเหตุอื่น เช่น พบว่าวางอยู่โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ หรือ มีคนไม่รู้จักเอามาให้ หรืออ้างว่าได้รับฝากจากผู้อื่นให้เอามาให้ เมื่อพบวัตถุต้องสงสัย หรือกลัวว่าจะเป็นภาชนะบรรจุระเบิดอย่างที่นิยมเรียกกันว่าเป็นกล่องระเบิด หรือกระเป๋าระเบิด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับแจ้งเหตุจะแจ้งให้ชุดตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดทราบทันที โดยที่เจ้าหน้าที่จะไปดูแลสถานที่นั้นๆ ให้รอจนกว่าชุดตรวจเก็บกู้วัตถุระเบิดจะไปดำเนินการ |
||
![]() |
![]() |
|
ถ้าหากใครพบวัตถุต้องสงสัยให้รีบสอบถามหาเจ้าของ และแหล่งที่มาของวัตถุนั้น และห้ามแตะต้องรบกวน เพราะถ้าเป็นระเบิดของจริงอาจจะเกิดการระเบิดได้ทันที จากนั้นให้รีบดำเนินการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วน ในขณะเดียวกันต้องอพยพผู้คน และทรัพย์สินมีค่าหรือเชื้อเพลิงออกไปในรัศมีอย่างน้อย 100 เมตร ขึ้นไป (ถ้าหากสามารถทำได้) ถ้าวัตถุที่พบนั้นวางอยู่ในห้อง หรือในอาคาร ให้รีบเปิดประตูหน้าต่างทุกบาน เพื่อลดอำนาจการทะลุทะลวงของสะเก็ดระเบิด กรณีหากเกิดระเบิดขึ้น อย่าเคลื่อนย้ายวัตถุนั้นๆโดยเด็ดขาด! ควรจัดให้ประชาชนอยู่ในที่กำบังที่ปลอดภัย เพื่อไว้คอยกันคนอื่นๆ ไม่ให้เข้าไปรวบกวนวัตถุดังกล่าว ผู้ที่พบวัตถุต้องสงสัยควรจะทำการสอบสวนหาข้อมูลขั้นต้น เกี่ยวกับสิ่งของที่พบ เพื่อเป็นการเตรียมข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำรวจหาทิศทางเข้าออก และเตรียมการให้ความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อความรวดเร็วในการปฏิบัติหน้าที่ และรักษาความปลอดภัย... |
||
| กลับด้านบน | ||
![]() |
บทความดีๆของนิตยสารต้นคิด โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี น่าสนใจแนวทางที่พ่อ-แม่ผู้ปกครอง พึงปฏิบัติเพื่อ “ปกป้องสิทธิบุตรหลาน” ไม่ให้ถูกมอมเมาจากการเล่นเกมส์ โดยระบุแนวทางไว้ 11 ข้อ ดังต่อไปนี้... |
1. ตกลงกติกากันให้ชัดเจน พยายามให้ลด หรือเลิก ถ้าลด...ให้จัดเวลากันใหม่ ลดเวลาเล่นลง ทีละน้อย เช่นเดิมเล่นทุกวันๆละ 3 ชั่วโมง ก็ลดลงดังนี้ คือ สัปดาห์แรกให้เล่นวันละ 2 ชั่วโมง สัปดาห์ที่ 2 ให้เล่นวันละ 1 ชั่วโมง สัปดาห์ที่ 3 โดยให้เล่นเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง ถ้าเลิก...ให้จัดกิจกรรมทดแทนเวลาที่เคยเล่นเกมทันที กิจกรรมควรสนุกก่อนเพื่อให้เด็กเพลิดเพลิน และเบนความสนใจออกจากเกมส์ 2. เอาจริงกับข้อตกลง ด้วยสีหน้าท่าทางที่จริงจัง 3. ตกลงทดลองปฏิบัติเป็นเวลาที่แน่นอน เช่นทดลองปฏิบัติเป็นเวลา 1 เดือน แล้วกลับมาประเมินผลร่วมกัน เพื่อหาทางปรับเปลี่ยนและแก้ไข 4. กำหนดทางปฏิบัติเมื่อเกิดปัญหา เช่นถ้าลูกไม่ทำตามจะทำอะไร? จะให้ช่วยอย่างไร? 5. มีการบันทึกผลการช่วยเหลือ และนำมาพูดคุยกันเป็นระยะ ชมในเรื่องที่ได้ทำไปแล้วได้ผลดี ข้อใดที่ยังทำไม่ได้ให้กลับมาติดตามงาน 6. ประเมินผล เมื่อครบเวลาที่ตกลงกันไว้ 7. ปรับกติกากันใหม่ ถ้ามีปัญหาความร่วมมือ หรือทำไม่ได้ 8. จูงใจ ให้อยากเลิกด้วยตนเอง 9. สร้างความสามารถในการควบคุม เสริมทักษะการ ควบคุมตนเอง 10. จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ ไม่มีสิ่งกระตุ้นเรื่องเกมส์ 11. จัดกิจกรรมให้ใช้เวลาที่เคยเล่นเกม เป็นกิจกรรมที่สนุกอย่างอื่น อย่าปล่อยเวลาให้ว่าง |
|
| กลับด้านบน | |
“ยาเสพติด” หมายถึง สาร หรือ ยา ที่อาจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากธรรมชาติ หรือจากการสังเคราะห์ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการกิน ดม สูด ฉีด หรือ โดยวิธีการใดๆแล้วจะทำให้เกิดผลต่อร่างกาย และจิตใจ ในลักษณะสำคัญ เช่น.- 1. ต้องเพิ่มขนาดการเสพขึ้นเรื่อยๆ 2. มีอาการอยากยา เมื่อขาดยา 3. มีความต้องการเสพทั้งทางร่างกาย และจิตใจอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง 4. สุขภาพโดยทั่วไป จะทรุดโทรม “การติดยาเสพติดอาจเกิดขึ้นได้เนื่องจาก” 1. ความอยากรู้ อยากลอง ด้วยความคึกคะนอง หรือ เพื่อนชวน ต้องการให้เป็นที่ยอมรับจากเพื่อนฝูง 2. มีความเชื่อในทางที่ผิด เช่น เชื่อว่ายาเสพติดช่วยให้สบายใจ ลืมความทุกข์ หรือช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น 3. ขาดความระมัดระวังในการใช้ยา หรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ขาดการแนะนำจากแพทย์ หรือเภสัชกร 4. ถูกหลอกให้ใช้ยาเสพติด โดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ 5. เพื่อหนีปัญหา เมื่อมีปัญหาแล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้ |
“ยาเสพติด” มี 4 ประเภท ได้แก่ 1. ประเภทออกฤทธิ์กดประสาท ได้แก่ ฝิ่น,มอร์ฟีน,เฮโรอีน,ยานอนหลับ,ยาระงับประสาท,เครื่องดื่มมึนเมา ทุกชนิด รวมทั้งสารระเหย เช่น.- ทินเนอร์ น้ำมันเบนซิน,แล็กเกอร์,กาว เป็นต้น มักพบว่าผู้ที่เสพจะมีอาการอ่อนเพลีย ฟุ้งซ่าน อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย มีปฏิกิริยาตอบสนองตอบในภาวะฉุกเฉินช้า เวลาขับรถจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย 2. ประเภทออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ได้แก่ ยาบ้า,กระท่อม,โคเคน มักพบว่าผู้เสพจะมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย จิตใจสับสน หวาดระแวง มีอาการก้าวร้าว คลุ้มคลั่ง ทำในสิ่งที่คนปกติไม่กล้าทำ เช่น ทำร้ายตัวเอง หรือผู้อื่น 3. ประเภทออกฤทธิ์หลอนประสาท ได้แก่ แอลเอสดี,เห็ดขี้ควาย เป็นต้น ผู้เสพจะมีอาการประสาทหลอน ฝันเฟื้อง เห็นแสงสีวิจิตรพิสดาร หรือเห็นภาพหลอนที่น่าเกลียดน่ากลัว หูแว่ว ควบคุมตัวเองไม่ได้ ในที่สุดมักป่วยเป็นโรคจิต 4.ประเภทออกฤทธิ์ผสมผสาน ได้แก่ กัญชา ผู้เสพจะมีอาการหวาดระแวง ความคิดสับสน เห็นภาพลวงตา หูแว่ว ควบคุมตัวเองไม่ได้ และสุดท้ายจะกลายเป็นโรคจิต |
วิธีการสังเกตผู้ติดยาเสพติด 1. ร่างกายทรุดโทรม ซูบผอม 2. อารมณ์ฉุนเฉียว จึงมักพบผู้เสพติดทะเลาะวิวาท และทำร้ายผู้อื่น หรือในทางกลับกัน บางคนอาจเงียบขรึมผิดปกติ ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว หนีออกจากพรรคพวกเพื่อนฝูง 3. ถ้าผู้เสพเป็นนักเรียนจะมีผลการเรียนแย่ลง ถ้าเป็นคนทำงานประสิทธิภาพในการทำงานจะลดลง 4. สวมเสื้อแขนยาวตลอดเวลา เพื่อปกปิดรอยเข็มฉีดยาบริเวณท้องแขนด้านใน หรือรอยกรีดตรงต้นแขนด้านใน 5. ติดต่อกับเพื่อนแปลกๆใหม่ๆ ซึ่งมีพฤติกรรมผิดปกติ 6. มักจะขอเงินจากผู้ปกครองเพิ่ม หรือยืมเงินจากเพื่อนฝูงเสมอ เพื่อนำไปซื้อยาเสพติด 7. ชอบขโมยของ เพื่อนำเงินไปซื้อยาเสพติด 8. ผู้ติดยาเสพติดบางชนิด เช่น เฮโรอีน จะมีอาการอยากยา บางคนมีอาการรุนแรง ถึงขั้นลงแดง |
ยาเสพติดป้องกันได้ 1. ป้องกันตนเอง ทำได้โดยศึกษาหาความรู้เพื่อให้รู้เท่าทันโทษ และพิษภัยของยาเสพติด ไม่ทดลองใช้ยาเสพติดทุกชนิด และปฏิเสธเมื่อถูกชักชวนระมัดระวังเรื่องการใช้ยา เพราะยาบางชนิดอาจทำให้เสพติดได้ ควรใช้ช่วงเวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลือกคบเพื่อนที่ดี ที่ชักชวนกันกันไปในทางสร้างสรรค์ เมื่อมีปัญหาชีวิต ควรหาหนทางแก้ไขที่ไม่พาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากเราแก้ไขปัญหาไม่ได้ควรรีบปรึกษาพ่อ แม่ หรือผู้ใหญ่ 2.ป้องกันครอบครัว ทำได้โดยสร้างความรักความอบอุ่น และความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว รู้และปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง ดูแลสมาชิกในครอบครัว ไม่ให้เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้กำลังใจ และหาทางแก้ไขปัญหา 3.ป้องกันชุมชน ทำได้โดยช่วยชุมชนในการต่อต้านยาเสพติด เมื่อทราบแหล่งเสพ แหล่งค้า หรือแหล่งผลิตยาเสพติดควรรีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบทันที |
| กลับด้านบน |
ปัญหาลูกติดยาเสพติด เป็นความเจ็บปวดใจของพ่อ-แม่อย่างแสนสาหัส การช่วยเหลือเด็กที่ติดยาเสพติด จึงเป็นหน้าที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนในครอบครัวจะต้องร่วมใจกัน โดยอาศัยความรักความเข้าใจเป็นพื้นฐานในการทำใจ ยอมรับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น และควรปฏิบัติ ดังต่อไปนี้.- 1. ระงับสติอารมณ์ อย่าวู่วาม 2. ยอมรับความจริง ยอมรับสภาพว่าลูกติดยา เพื่อเตรียมตัวช่วยเหลือเด็ก 3. อย่าแสดงความก้าวร้าวกับเด็ก เพราะจะทำให้เด็กปกปิดซ่อนเร้นมากขึ้น 4. แสดงความเห็นใจอย่างจริงใจ เพื่อให้เด็กยอมเปิดใจยอมรับความช่วยเหลือ 5. สอบถามสภาพความเป็นจริงจากเด็กโดยตรง 6. ปรึกษาผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เช่น ศูนย์ให้คำปรึกษาปัญหายาเสพติด ถ้าหากเด็กติดยาเสพติดจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจ มีพฤติกรรมและบุคลิกภาพเบี่ยงเบนไปจากเดิม ครอบครัวอาจไม่มีเวลา หรือไม่สามารถแก้ไขปัญหาแก่เด็กได้ พ่อแม่ควรส่งเด็กเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านจิตใจ ในสถานฟื้นฟูต่างๆ ทั่วประเทศ แต่อย่าลืมว่าครอบครัว คือกลุ่มคนที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด จึงเป็นผู้ที่สามารถช่วยเหลือเด็กได้ดีที่สุดด้วย ทว่าหากเป็นไปได้ควรสร้างภูมิคุ้มกันการใช้ยาเสพติดให้กับเด็ก โดยให้ความรักความเข้าใจ และความใกล้ชิดสนิทสนม มีการใช้เวลาว่างทำกิจกรรมร่วมกัน เปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกันในทุกเรื่อง และเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัวควรร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไขอย่างสันติ เพื่อให้เด็กเป็นผู้มีสุขภาพจิตดี และมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมไม่คิดใช้ยาเสพติด เพราะการป้องกันปัญหาก่อนที่เด็กจะใช้ยา ย่อมง่ายกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว! |
| กลับด้านบน |
|
||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||
| กลับด้านบน | ||||||||||||||||||||||||
1. ไม่ควรทิ้งบ้านไว้โดยไม่มีคนเฝ้าดูแล ควรให้มีคนที่เชื่อถือได้ หรือวางใจอยู่เฝ้าดูแลบ้าน และก่อนออกจากบ้านควรตรวจสอบว่าปิดประตู หน้าต่างใส่กลอน และกุญแจให้เรียบร้อย 2. กรณีที่ไม่อยู่บ้านควรขอความร่วมมือจากเพื่อนบ้าน ฝากให้ช่วยดูแลบ้านให้ด้วย 3. ที่ว่างเปล่าที่อยู่ติดกับที่พักอาศัยไม่ควรปล่อยให้มีต้นไม้ หรือหญ้าขึ้นสูง เพราะคนร้ายอาจใช้เป็นที่กำบังเข้าทำการลักทรัพย์ และใช้เป็นที่ซ่อนตัว หรือหลบหนีได้ง่าย 4. ควรเลี้ยงสุนัขไว้เพื่อช่วยเตือนภัย และควรขังสุนัขไว้ในกรง เพื่อป้องกันการถูกวางยา 5. เมื่อมีผู้โทรศัพท์มาถามว่า มีใครอยู่บ้านบ้าง หรือไม่? ให้ตอบว่าไปว่ามีอยู่กันหลายคนไว้ก่อน 6. ควรเล่ารายละเอียดกลอุบายต่างๆของคนร้ายให้กับคนรับใช้ หรือผู้ที่พักอาศัยทราบ เพื่อเตือนสติอย่าให้หลงเชื่อเล่ห์เหลี่ยมของคนร้าย และมีการเตรียมพร้อมในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น 7. การติดตั้งสัญญาณแจ้งภัย ควรใช้สัญญาณไซเรน เนื่องจากคนร้ายมักจะกลัวเสียงดัง และช่วยให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงได้ยิน จะได้ช่วยเหลือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบทันถ่วงที! 8. เวลากลางคืนเมื่อมีคนอยู่บ้าน ไม่ควรเปิดไฟในบ้านทิ้ง เพราะคนร้ายจะเห็นทรัพย์สินภายในบ้าน ควรเปิดไฟนอกบ้าน หรือรอบบ้าน จะทำให้มองจากภายในเห็นภายนอกได้ 9. หยุดรับหนังสือพิมพ์กรณีไม่มีคนอยู่บ้าน เพราะหากไม่มีผู้รับจะเป็นที่สังเกตว่าไม่มีคนอยู่บ้าน 10. การจ้างคนงาน คนรับใช้ หรือพนักงาน ควรมีสำเนาบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวต่างๆ ถ่ายรูป และจดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว ญาติพี่น้อง เพื่อทราบที่อยู่ความเป็นมา อาชีพดั้งเดิม ความประพฤติตลอดจนญาติพี่น้อง หากต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อทำการตรวจสอบประวัติก็ให้ขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ 11. เมื่อทราบว่ามีคนร้ายเข้าบ้าน อย่าพยายามจับคนร้ายด้วยตนเอง เพราะอาจได้รับอันตราย ให้รีบแจ้งให้ตำรวจ หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงให้ทราบด้วยการทำให้เกิดเสียงดัง หรือร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ 12. เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว ให้รักษาสถานที่เกิดเหตุไว้ห้ามเคลื่อนย้ายจนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง |
| กลับด้านบน |
![]() |
| กลับด้านบน |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับด้านบน |
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับด้านบน |
![]() |
เหตุการณ์ที่ 1 ภรรยาของผมมีนิสัยเมื่อขึ้นรถแล้วจะต้องกดเซ็นทรัลล๊อคทันที ทั้งก่อนสตาร์ทเครื่อง และก่อนดับเครื่องยนต์อยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่ง มีรถเก๋งคันหนึ่งสีเงิน มีคนสองคนเดินลงมาจากรถ แล้วก็เดินมาที่รถของเรา ขณะที่ภรรยาผม กำลังเล่นกับลูกอยู่เพลินๆ ก็ได้ยินเสียงตึ๊ก!ดังมาจาก | |
ทางด้านหลังรถ ภรรยาผมรู้สึกว่ามีคนพยายามเปิดประตูด้านหลัง แต่เพราะว่ารถล๊อค อยู่ พวกเขาก็เดินกลับไปขึ้นรถเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนที่ภรรยาผมเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังผมคิดว่าเหลือเชื่อจริงๆ กลางวันแสกๆ แท้ๆ ถ้าหากบังเอิญรถเราไม่ได้ล๊อค! ผมไม่กล้าคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น? พวกคนร้ายมักจะลงมือก่อเหตุจากเบาะหลัง เพราะว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ง่าย... เหตุการณ์ที่ 2 ขณะที่คุณพ่อของผมขับรถออกจากลานจอดรถ แล้วจอดติดไฟแดงอยู่นั้น (ยังไม่ถึง 3 นาที ระบบล๊อคอัตโนมัติยังไม่ทำงาน) ปรากฏมีผู้ชายสองคนเปิดประตูรถเข้ามานั่งเบาะหลังรถยนต์ของคุณพ่อผม โชคดีที่พ่อแม่ของผมไหวตัวเร็วมาก รีบถอดเข็มขัดนิรภัย ดับเครื่องยนต์ ดึงกุญแจรถออก แล้วรีบออกมายืนนอกรถโดยเร็ว ชายสองคนนั้นก็ยังนั่งอยู่ในรถหน้าตาเฉย จนกระทั่งคุณแม่ของผมร้องโวยวายตะโกนใส่พวกเขาว่า “พวกคุณเป็นใคร? ลงจากรถของฉันเดี๋ยวนี้นะ! มิเช่นนั้นจะแจ้งตำรวจ” ผู้ชายสองคนนั้นจึงออกมาจากรถ แล้วแกล้งบอกว่า ”ขอโทษ!ขึ้นผิดคัน” (นี่มันปล้นกันชัดๆ) ต่อมาก็มีรถยนต์อีกคัน (มีคนอยู่ในรถสองคน) ขับมารับพวกเขาออกไป...น่ากลัวที่สุด!จากทั้ง 2 เหตุการณ์สรุปได้ว่า... ”หากคุณขึ้นรถทุกครั้ง! ให้รีบล๊อคประตูก่อนรถทันที!!” |
||
| กลับด้านบน | ||
![]() |
อย่างแรก โจรจะหาวิธีเข้าไปในรถยนต์ของท่านให้ได้ 1. กุญแจปลอม ถ้าคนร้ายมีกุญแจเหมือนกับของท่าน ก็เปรียบเหมือนกับเขาเป็นเจ้าของรถของท่านนั่นเอง วิธีการที่โจรจะได้กุญแจปลอมนั้น ได้แก่ แอบปั๊มกุญแจ ตอนที่ท่านนำรถไปจอดซ่อม ล้างอัดฉีด |
|
หรือท่านซื้อรถจากเต็นท์ขายรถมือสองจากเจ้าของรถเก่า ที่เล่นไม่ซื่อ หรือที่นิยมกันในยุคนี้ คือซื้อรถมือสองจากทางอินเตอร์เน็ต แล้วโจรซึ่งคือเจ้าของรถเดิมจะติดตามท่านมาถึงบ้าน หรือที่จอดรถประจำของท่านเพื่อจะเปิดเข้าไปในรถยนต์ 2. เหล็กแข็งแทนกุญแจ โจรจะใช้เหล็กแข็งขนาดเท่ากุญแจรถ ส่วนมากจะดัดแปลงมาจากประแจหกเหลี่ยมมุมฉากสแตนเลส ที่มีความแข็ง ตีเข้าที่รูกุญแจ แล้วใช้แรงบิดจนชุดฟันเฟืองเสียหาย และหมุนจนตัวล๊อคเปิดออก เป็นอีกวิธีหนึ่งที่โจรชอบใช้ 3. ใช้ลวดแข็งเกี่ยวตัวล็อคประตู ..ถ้าใครเคยลืมกุญแจไว้ในรถ แล้วเรียกช่างมาปลดล็อคกุญแจ จะเคยเห็นว่าช่างจะใช้ลวดยาวๆ เบอร์แข็งๆ ดัดทำเป็นตัวยู งัดยางรีดน้ำที่ประตูขึ้นแล้วใช้ลวดที่ว่า แยงเข้าไปให้ตะขอเกี่ยวกับปุ่มกดล็อคให้เด้งขึ้น เสมือนมีคนอยู่ในรถแล้วดึงปุ่มเปิดประตูรถ หรือใช้ลวดแยงทางมือเปิดประตู เพื่อดันตัวกดล็อก ให้เด้งขึ้น วิธีนี้ถ้าช่างมีความชำนาญ จะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที 4. งัดประตูหูช้าง ..พวกรถกระบะแค๊บ ที่มีประตูหูช้าง โจรจะใช้ลวดแข็งมากๆ งอเป็นตัวยู สอดเข้าไประหว่างกระจกแค๊บ แล้วงัดแรงๆ กระจกจะเปิดออก แล้วจะงัดตัวล็อคให้หัก แล้วใช้มือเอื้อมมาเปิดประตู บางคนคิดว่ากระจกบานนี้ น่าจะแข็งแรง แต่ถ้าท่านลองงัดดูเอง จะต้องเปลี่ยนใจว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด |
||
5. ใช้น้ำกรด พวกโจรจะใช้น้ำกรดชนิดเข้มข้นใส่เข็มฉีดยาหยดเข้าไปตามรูกุญแจ เพื่อทำลายชุดฟันเฟือง และสปริงเล็กๆ ในแม่กุญแจ แบบนี้ยังสามารถนำไปใช้กับภายในรถ พวกล็อคพวงมาลัย ล็อคเกียร์ และล็อคครัช ได้อีกด้วย 6. ทุบกระจกประตู หรือกระจกหูช้าง โจรจะใช้เหล็กแหลมคมๆ ค่อยๆ กระเทาะกระจกจนเกิดรอยร้าว ใช้ผ้าปิดป้องกันเสียง จนกระทั่งกระจกแตกออกทั้งบาน แล้วเปิดตัวล็อค เปิดประตูรถได้ 7. ช็อตวงจรไฟฟ้า บางท่านคิดว่า เมื่อใช้กุญแจรีโมตแล้ว คงจะปลอดภัยแน่ แต่จริงๆแล้ว กลับง่ายต่อการต่อลัดวงจรไฟฟ้า เช่นวงจรไฟเลี้ยวในชุดรีโมตแบบธรรมดา ทำให้ตัวล๊อคคลายออก 8. จูนสัญญาณจากรีโมต เวลาไปจอดรถตามห้างสรรพสินค้า พอเรากดรีโมตล็อครถ คนร้ายก็จะมีเครื่องมือคอยจับความถี่สัญญาณ แล้วจะหาวิธีก็อปปี้ความถี่ มาใช้ยิงเปิดประตูรถ 9. ลากรถทั้งคันไป แบบนี้อย่าคิดว่าขำนะครับ เป็นวิธีที่โจรบางพวกใช้ เมื่อลากรถไปถึงที่เหมาะๆแล้ว ก็จะหาหนทางเปิดประตูรถแบบที่โจรถนัด |
||
| กลับด้านบน | ||
|
|
1. ให้ตัดการจ่ายไฟ เช่น คัทเอ้าท์ หรือให้รีบถอดปลั๊กออกจากเต้าเสียบเสียก่อน |
|
![]() |
|
2. ใช้ไม้แห้ง หรือฉนวนไฟฟ้า เขี่ยอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นจากผู้ที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูด หรือใช้ผ้าแห้ง เชือก ดึงผู้ป่วยออกจากจุดที่เกิดเหตุโดยเร็ว เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น |
|
![]() |
|
3. ช่วยปฐมพยาบาลขั้นต้น โดยการวางผู้ป่วยให้นอนหงาย แล้วซ้อนคอผู้ป่วยให้แหงนขึ้น และให้ตรวจดูว่ามีสิ่งอุดตันในช่องปาก หรือไม่ หากพบให้นำออก และช่วยเป่าปากโดยใช้นิ้วง้างปาก และบีบจมูกของผู้ป่วย จากนั้นประกบปากของผู้ป่วยให้สนิทเป่าลมเข้าแรงๆ โดยเป่าปากประมาณ 12-15 ครั้ง/นาที และให้สังเกตการณ์ขยายของหน้าอก หากไม่สามารถเป่าปากได้ ให้เป่าจมูกแทน |
|
![]() |
|
4. หากหัวใจหยุดเต้น ต้องนวดหัวใจ โดยวางผู้ป่วยนอนราบ แล้วเอามือกดเหนือลิ้นปี่ ให้ถูกตำแหน่ง (ดังรูป) กดลงไปเป็นจังหวะ เท่ากับการเต้นของหัวใจ (ผู้ใหญ่ประมาณนาทีละ 60 ครั้ง เด็กประมาณ 80 ครั้ง |
|
| กลับด้านบน | |
อาการหน้ามืด เป็นอาการที่มักจะเกิดขึ้นในบางขณะที่อยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกว่าใจหวิวๆ พร้อมๆ กับความรู้สึกว่ากล้ามเนื้อแขนขาเริ่มอ่อนแรง แม้พยายามที่จะทรงตัวแล้วก็ยังไม่สามารถกระทำได้ ต่อจากนั้นความรู้สึกต่างๆ ก็จะวูบหายไป แล้วร่างทั้งร่างก็จะทรุดตัวลงไปนอนกับพื้นได้ทันทีหากไม่มีใครรับได้ทัน การหมดสติไม่รู้สึกตัวไปครู่หนึ่งคล้ายว่าหลับสนิท อาการเหล่านี้เรียกได้ว่า “อาการหน้ามืด” ซึ่งมักจะได้ยินควบคู่กันกับคำว่า “เป็นลม” ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่าก่อนหน้าที่จะมีอาการหน้ามืดหมดความรู้สึกไปนั้น มักจะมีอาการหน้ามืด มีเหงื่อออกเป็นเม็ดทั่วใบหน้า และตามตัว วิงเวียน บางครั้งมีอาการบ้านหมุน มือเท้าจะเย็นชื้น บางครั้งอาจมีความรู้สึกแน่น มีลมระบายออกมาจากท้องนำมาก่อน ซึ่งอาการเหล่านี้จะเรียกกันโดยรวมว่า “อาการเป็นลม” นั่นเอง โดยที่อาการหน้ามืดหมดสตินี้อาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง เช่น การขาดอาหารที่ทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ หรือเกิดจากอาการเครียด สำหรับที่เกิดจากสาเหตุที่ร้ายแรงได้แก่ โรคสมอง หรือภาวะหัวใจขาดเลือดเกือบ100% เกิดจากปฏิกิริยา Vasovagal ซึ่งส่งผลทำให้เกิดอาการหมดสติในทันทีทันใด เมื่อเกิดการกระตุ้นจากสิ่งกระตุ้น จะเกิดกระแสประสาทไปที่สมอง และมีการสั่งการเพื่อเพิ่มกระแสประสาทที่มาจากประสาทแห่งความตื่นตัว ผลก็คือ หลอดเลือดเริ่มมีการขยายตัว ความดันโลหิตจะลดลง เลือดดำไหลกลับสู่หัวใจลดลง ทำให้เลือดแดงออกจากหัวใจน้อยลงเช่นกัน สมองเริ่มขาดเลือด และหมดสติลงได้ในที่สุด หากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่ถูกต้อง สำหรับการดูแลรักษาผู้ที่มีอาการหน้ามืดเป็นลมง่ายๆ ก็คือ.- 1. จัดให้นอนราบศีรษะต่ำ เพื่อให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองมากขึ้น 2. ปลดสิ่งรัดร่างกายที่ทำให้อึดอัด และพยายามทำให้บริเวณนั้น มีอากาศถ่ายเทสะดวก 3. ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามใบหน้า คอ และแขนขา ให้ดมแอมโมเนีย และสอนให้ผู้ป่วยหายใจช้าๆ ลึกๆ 4. ไม่ควรให้ผู้ป่วยลุกเดิน จนกว่าจะรู้สึกสบายขึ้น ในกรณีที่มีอาการหมดสตินาน ต้องไปพบแพทย์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญถือเป็นข้อสังเกต ก็คือ อาการหน้ามืดมักจะเกิดแบบทันทีทันใด ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ถึงแม้โดยธรรมชาติส่วนใหญ่สักครู่อาการต่างๆ ก็จะดีขึ้นได้เอง จากการปรับตัวของร่างกาย และการได้รับความช่วยเหลือ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่เมื่อเกิดอาการขึ้นอาจจะเกิดผลจากการหมดสติชั่วคราว เช่น อาจจะเกิดอุบัติเหตุล้มลงศีรษะฟาดพื้น หรือวัสดุแข็งใกล้ๆ ตัว หรือตกจากที่สูง หรือการได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน เมื่อเกิดอาการหน้ามืดขณะข้ามถนน หรือขับขี่ยานพาหนะ หรือ มีอาการสำลักเอาน้ำเข้าไปในปอด หากเกิดอาการหน้ามืดในระหว่างว่ายน้ำอยู่ หรือ อาจจมน้ำเสียชีวิต หากไม่มีผู้พบเห็น และให้ความช่วยเหลือ ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตนเองมีอาการผิดปกติ ไม่ว่าจะมีกิจกรรมใดอยู่ก็ตาม ควรที่จะหยุดพัก ไม่ควรฝืนกระทำกิจกรรมต่อไป และหาที่นั่งหรือนอนพักในที่ร่ม มีอากาศถ่ายเทดี สักครู่ ถ้าเป็นไปได้ก็บอกคนข้างๆ ด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ก็น่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด.. |
| กลับด้านบน |
คุณอาจไม่เชื่อว่าควันไฟจากเหตุเพลิงไหม้นั้น สามารถลอยสูงขึ้นไปได้ถึง 3 เมตร หรือลอยขึ้นไปได้สูง เท่ากับตึก 60 ชั้น ดังนั้น ทันทีที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ควันไฟจะปกคลุมอยู่รอบๆตัวของคุณอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้คุณสำลักควันไฟตาย ก่อนที่เปลวเพลิงจะคืบคลานมาถึงตัว เพราะฉะนั้นเราจึงควรเรียนรู้วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเพลิงไหม้เพื่อความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของตัวคุณเอง ความปลอดภัยในอาคารนั้นต้องเริ่มศึกษากันตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไปในอาคาร โดยเริ่มต้นจาก... ขั้นตอนที่ 1 ก่อนเข้าพักอาศัยในอาคารนั้น ควรศึกษาเรื่องตำแหน่งบันไดหนีไฟ,เส้นทางหนีไฟ, ทางออกจากตัวอาคาร, การติดตั้งอุปกรณ์ระบบ Sprinkle และอุปกรณ์อื่นๆ รวมทั้งจะต้องอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ และการหนีไฟอย่างละเอียด ขั้นตอนที่ 2 ขณะที่อยู่ในอาคาร ควรหาทางออกฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ห้องพัก และควรตรวจสอบดูว่าทางออกฉุกเฉินนั้นไม่ปิดล็อคตาย หรือมีสิ่งกีดขวาง และสามารถใช้เป็นเส้นทางออกจากภายในอาคารได้อย่างปลอดภัย ให้นับจำนวนประตูห้อง โดยให้เริ่มจากห้องของท่านไปสู่ทางหนีฉุกเฉินทั้งสองทาง เพื่อไปถึงทางหนีฉุกเฉินได้ ถึงแม้ว่าไฟจะดับ หรือปกคลุมไปด้วยควัน ขั้นตอนที่ 3 ก่อนจะเข้านอนควรจะวางกุญแจห้องพัก และไฟฉายไว้ใกล้กับเตียงนอน เพราะถ้าเกิดเพลิงไหม้จะได้นำกุญแจและไฟฉายไปด้วย อย่ามัวเสียเวลากับการเก็บสิ่งของ และควรเรียนรู้โดยฝึกเดินภายในห้องพักท่ามกลางความมืดให้ชำนาญ ขั้นตอนที่ 4 เมื่อประสบเหตุเพลิงไหม้ ให้หาตำแหน่งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้แล้วเปิดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ จากนั้นให้รีบหนีจากอาคาร แล้วโทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิงทันที... ขั้นตอนที่ 5 เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ให้รีบหาทางหนีออกจากอาคารทันที ขั้นตอนที่ 6 ถ้าเพลิงไหม้เกิดขึ้นนอกห้องพัก ก่อนจะหนีออกมา ให้วางมือบนประตู หากประตูยังมีความเย็นอยู่ ค่อยๆ เปิดประตู แล้วหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉินที่อยู่ใกล้ที่สุด ขั้นตอนที่ 7 ถ้าเพลิงไหม้อยู่บริเวณใกล้ๆประตูจะมีความร้อน ห้ามเปิดประตูโดยเด็ดขาด! ให้หาผ้าชุบน้ำให้เปียกแล้วปิดทางเข้าของควัน ขั้นตอนที่ 8 ถ้าคุณต้องเผชิญกับควันไฟที่ปกคลุม ให้ใช้วิธีคลานหนีไปทางฉุกเฉิน เพราะอากาศบริสุทธิ์จะอยู่ด้านล่าง (เหนือพื้นห้อง) โดยนำกุญแจห้องไปด้วย หากหมดหนทางหนีจะได้สามารถกลับเข้าห้องพักได้ ขั้นตอนที่ 9 การหนีออกจากตัวอาคารอย่าใช้ลิฟท์ ขณะเกิดเพลิงไหม้โดยเด็ดขาด! และไม่ควรใช้บันไดภายในอาคาร หรือบันไดเลื่อนเพราะว่าบันไดเหล่านี้ ไม่สามารถป้องกันควันไฟ และเปลวไฟได้... |
| กลับด้านบน |
1. การป้องกันอันตราย ก่อนที่จะเกิดเหตุเป็นวิธีที่ดีที่สุด! - อย่านำพาตนเองเข้าไปหาภัยอันตราย และควรสมมติเหตุการณ์ฉุกเฉิน หาทางรับมือกับเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น จงอย่าประมาทด้วยการรอให้เหตุเกิด โดยที่ไม่เตรียมการป้องกันตัวไว้ล่วงหน้า... |
![]() |
|
![]() |
2. ระวัง! การเดินทางยามค่ำคืน! - อย่าไปไหนคนเดียว ในที่เปลี่ยว ที่มืด หรือที่ลับตาคน - หากจำเป็นจริงๆ ควรหาเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วย - ถ้าหาใครไปด้วยไม่ได้จริงๆ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ |
|
3. ระวัง! การอยู่กับผู้ชายตามลำพังสองต่อสอง - โดยเฉพาะในที่ลับตา ในรถยนต์ หรือในบ้านพัก - ข้อควรระวังนี้ ไม่เว้นแม้แต่ ครู พระ ญาติผู้ใหญ่ หรือคนที่รู้จักคุ้นเคยกัน |
![]() |
|
![]() |
4. ระวัง! หลีกห่างคนเมา คนติดยาเสพติด หรือดื่มสุราจนเมาเสียเอง! - เพราะว่าคนเมา มักจะขาดสติ ขาดความรับผิดชอบ อาจจะทำอะไรที่คนปกติไม่ทำ |
|
5. ระวัง! ควรแต่งกายให้มิดชิด! – ไม่ควรแต่งตัวโป้ ใส่เสื้อผ้าที่คอกว้าง ลึก รัดรูป เอวลอย หรือนุ่งกระโปรงสั้นจนเกินไป |
![]() |
|
![]() |
6. ระวัง! ไม่รับของฟรี!จากคนแปลกหน้าเด็ดขาด! - ระวัง! ของที่อาจมีคนเอายานอนหลับ หรือยาเสพติดใส่เข้ามาในอาหาร เครื่องดื่ม หรือลูกอม แต่หากเกรงจะเสียมารยาท อาจรับไว้โดยไม่รับประทาน |
|
7.ระวัง! สถานที่ที่ควรระวังเป็นพิเศษ! - โดยเฉพาะในยามค่ำคืน,ในลิฟท์,ห้องน้ำสาธารณะ ,ตู้โทรศัพท์ริมถนน,ลานจอดรถ หรือบริเวณหน้าบ้าน เพราะอาจจะมีคนร้ายแฝงตัวอยู่ - ให้หลีกเลี่ยงที่นั่งท้ายรถเมล์ |
![]() |
|
![]() |
8. ระวัง! สถานที่ที่ควรระวังเป็นพิเศษ! - ปิดประตูบ้าน และประตูห้องน้ำ ให้แน่นหนา - หากพักอาศัยอยู่หอพัก หรือคอนโดมิเนียม ควรติดกระจกตาแมว (เลนส์ขยาย) ไว้ที่ประตูห้อง เพื่อจะได้มองออกมาด้านนอกได้ |
|
| กลับด้านบน | ||
ระวังภัย! คนรับใช้ใหม่ |
||
![]() |
การว่าจ้างบุคคลมาทำงานรับใช้ภายในบ้าน ซึ่งต้องเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลในครอบครัว จะต้องพิจารณาถึงกฎแห่งความปลอดภัยในการว่าจ้างคนรับใช้ ดังต่อไปนี้.- |
|
1. ก่อนว่าจ้าง 1.1 ควรเป็นบุคคลที่ท่านรู้จัก พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง และภูมิลำเนามาก่อน 1.2 เก็บรวบรวมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และทำประวัติโดยย่อไว้ 1.3 ควรถ่ายภาพ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ (ถ้ามี) รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ เก็บไว้ 1.4 ขอความร่วมมือกับตำรวจในท้องที่ ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อตรวจสอบประวัติ 1.5 กรณีเป็นบุคคลต่างด้าว ต้องขออนุญาตจากกระทรวงแรงงานให้ถูกต้องเสียก่อน 2. เมื่อว่าจ้างแล้ว 2.1 ควรอธิบายให้ทราบถึงวิธีการต่างๆ ของคนร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้หลงเชื่อ 2.2 กำชับการปิด-เปิดประตู รับผู้ที่มาหา,ช่างซ่อมประปา,ช่างซ่อมเครื่องไฟฟ้า หรือ บุคคลแปลกหน้าก่อน ซักถามรายละเอียด และสอบถามจากบุคคลภายในบ้านเสียก่อน 2.3 ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในบ้าน และบริเวณรอบบ้าน... |
||
| กลับด้านบน | ||
ระวังภัย! บนสะพานลอย |
|
![]() |
|
บนสะพานลอยยามค่ำคืนที่แสงสว่างไม่เพียงพอ และปลอดคนสัญจรไปมานับเป็นสถานที่ที่อันตรายล่อแหลม และเสี่ยงภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณผู้หญิงทั้งหลาย ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มาก! คนร้ายส่วนใหญ่จะฉวยโอกาสที่เงียบสงัด คอยดักรอเหยื่ออย่างใจเย็น ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการโหด เป้าหมายของพวกโจรเหล่านี้คือผู้หญิงที่เดินข้ามสะพานลอยตามลำพัง หรือมัวแต่เดินคุยโทรศัพท์มือถืออย่างไม่ทันระวังตัว... วิธีการใช้สะพานลอยอย่างปลอดภัย! เริ่มต้นจากการที่ไม่ประมาท หากไม่จำเป็นไม่ควรเดินข้ามสะพานลอยในที่เปลี่ยว หรือที่ที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ และหากจำเป็นต้องใช้สะพานลอย ต้องคอยสังเกตดูว่ามีใครดักซุ่มอยู่บนสะพานลอย หรือไม่? จงรีบเดินข้ามสะพานลอยอย่างรวดเร็วที่สุด! ไม่ควรใส่เครื่องประดับที่มีค่าล่อตาคนร้าย เพราะพวกโจรชั่วทั้งหลายอาจจะสะกดรอยตามคุณขึ้นไป ก่อเหตุชิงทรัพย์บนสะพานลอยได้... |
|
| กลับด้านบน | |
![]() ![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันเหตุคนร้ายก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านค้าทอง มีดังนี้.- 1. ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งภายใน และภายนอกร้าน และควรหมั่นตรวจสอบว่ากล้องวงจรปิดใช้งานได้ หรือไม่? โดยให้ปรับมุมกล้องวงจรปิดให้เห็นคน และยานพาหนะอย่างชัดเจน 2. ควรจะติดตั้งอุปกรณ์ เปิด-ปิดแบบอัตโนมัติไว้ที่ประตู และกระจกที่ติดตั้งควรเป็นกระจกนิรภัย 3. ควรติดสัญญาณเตือนภัยแบบมีเสียงนอกอาคาร เพื่อให้ผู้อื่น หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงทราบเพื่อขอความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุร้าย และช่วยแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ และควรหมั่นตรวจสอบระบบสัญญาณเตือนภัยใช้การได้ หรือไม่? เป็นประจำทุกระยะ 4. การจ้างคนงานใหม่ หรือคนรับใช้ใหม่ ควรมีสำเนาบัตรประชาชน และถ่ายรูป จดรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติส่วนตัว และขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่เพื่อทำการตรวจสอบประวัติ 5. ระมัดระวังคนแปลกหน้า ที่มาเดินวนเวียนไปมาหน้าร้านค้าทองหลายครั้ง หรือมีท่าทางพิรุธน่าสงสัยควรรีบแจ้งตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบทันที 6. ไม่ควรมีแต่เพียงเด็ก คนชรา หรือสตรี อยู่ทำการค้าในร้านเพียงคนเดียว และควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เมื่อมีลูกค้าเข้ามาในร้านทองคราวละมากๆ ไม่ควรนำทองรูปพรรณ หรือเครื่องประดับที่มีราคาแพงๆ ออกมาให้ลูกค้าเลือกหลายๆ ชนิด ในคราวเดียวกัน 7. ควรผูกมิตรกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงเพื่อช่วยเป็นหูเป็นตา และให้ความช่วยเหลือแก่กันและกัน 8. เมื่อเกิดเหตุขึ้นพยายามสงบสติอารมณ์ จดจำตำหนิรูปพรรณของคนร้ายการแต่งกาย อาวุธ พาหนะ เส้นทางหลบหนี และช่วยรักษาสถานที่เกิดเหตุไว้จนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินทางมาถึง 9. อย่าพยายามจับคนร้ายโดยลำพังด้วยตนเอง เมื่อคนร้ายก่อเหตุให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบโดยเร็ว |
|
| กลับด้านบน | |
![]() ![]() |
|
|
|
อย่าเสียบกุญแจรถคาไว้ เด็ดขาด! - แม้เพียงระยะสั้นๆ รถอาจหายได้ ต้องล็อคล้อ และล่ามโซ่ - จากสถิติรถจักรยานยนต์หายมากที่สุด เพราะว่า คนร้ายสามารถขโมยได้โดยง่าย โดยสามารถยกขึ้นรถอื่นได้สะดวก - การจอดรถทุกครั้งนอกจากจะล็อคกุญแจคอ ล็อคสเตอร์แล้ว ควรล่ามโซ่ให้แข็งแรงด้วย... |
|
| กลับด้านบน | |
![]() ![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันคนร้ายชิงทรัพย์!ที่ป้ายรถประจำทาง มีดังนี้.- 1. ควรเลือกป้ายรถประจำทางที่มีไฟฟ้าส่องสว่าง หลีกเลี่ยงจุดที่เปลี่ยว,มืด หรือจุดที่ปลอดคน 2. ให้สังเกตสภาพรอบๆ ป้ายรถประจำทาง หากพบบุคคลน่าสงสัยยืนอยู่บริเวณนั้น หรือเห็นท่าไม่ดี ให้รีบขึ้นรถแท็กซี่ หรือให้รีบเดินหนีไปทันที... |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันคนร้ายชิงทรัพย์! ขณะกดเงินตู้เอทีเอ็ม มีดังนี้.- 1. ควรเลือกตู้เอทีเอ็มที่ตั้งอยู่ในสถานที่ที่สว่าง ให้หลีกเลี่ยงจุดที่เปลี่ยว,หรือจุดที่ปลอดคน 2. ให้สังเกตสภาพรอบๆตู้เอทีเอ็มหากพบว่ามีบุคคลน่าสงสัยอยู่บริเวณนั้น หรือหากเห็นท่าไม่ดี ให้เปลี่ยนไปใช้ตู้เอทีเอ็มที่ปลอดภัยกว่า |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
การป้องกันคนร้ายหลอกให้โอนเงินทางเอทีเอ็ม มีดังนี้.- 1. ไม่ว่าเราจะได้รับโทรศัพท์อะไร? ขอให้มีสติ และพึงระลึกไว้เสมอว่า ธนาคารทุกแห่ง หรือหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด? หรือจากกรมสรรพากร,สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ จะไม่มีการโทรศัพท์มาหาลูกค้ารายใด รายหนึ่งโดยตรง เพื่อให้ไปทำธุรกรรมที่ตู้เอทีเอ็ม หรือไม่ว่ากรณีใดๆอย่างเด็ดขาด! (การโทรศัพท์ติดตามทวงหนี้ จะทำได้ก็เพียงแจ้งยอดหนี้เท่านั้น!) 2. อย่า! ยอมรับวิธีการแก้ไขหนี้ หรือรับเงิน หรือยกเลิกค่าใช้จ่ายอะไร?ก็ตาม ผ่านการกดเอทีเอ็ม ตามรายการที่มีคนโทรเข้ามาโดยเด็ดขาด! สิ่งที่สำคัญที่สุด! คือ...หากเราไม่กดเอทีเอ็ม เขาก็จะไม่สามารถเอาเงินของเราไปได้! |
|
| กลับด้านบน | |
![]() ![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันเหตุคนร้ายวิ่งราวทรัพย์! - ไม่ควรใส่เครื่องประดับล่อตาคนร้าย - ถ้าหากจะสะพายกระเป๋าควรจะคร่อมศีรษะ หรือให้กอดกระเป๋าสะพายไว้ด้านหน้าเสมอ - ขณะนั่งรับประทานอาหารในร้านที่อยู่ริมถนน อย่าวางกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้โดยเด็ดขาด! |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันเหตุคนร้ายทุบกระจกรถยนต์ มีดังนี้.- 1. การจอดรถ ควรจอดรถในบริเวณที่มีแสงสว่างเพียงพอ โดยสามารถมองเห็นได้ง่าย ไม่ควรจอดรถในที่ลับตาคน หรือในที่เปลี่ยว 2. ควรจอดรถให้ใกล้กับจุดหมายที่คุณจะลงไปทำธุระให้มากที่สุด! 3. ต้องระวังอย่าวางสิ่งของที่มีค่าล่อตาโจรไว้ในรถยนต์โดยเด็ดขาด! หากเป็นไปได้ ให้นำติดตัวไปด้วย หากเป็นสิ่งของชิ้นใหญ่เกินกว่าจะหอบหิ้วไปควรเก็บไว้ที่ในกระโปรงท้ายรถจะปลอดภัยกว่า... 4. ควรติดตั้งเครื่องสัญญาณป้องกันขโมยประเภทที่มีเสียงดัง! 5. ที่สำคัญเมื่อลงรถทุกครั้งต้องล็อก! ประตูรถยนต์ให้เรียบร้อย! |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
ยิ่งนับวันพวกมิจฉาชีพจะใช้วิธีการแยบยล ในการสร้างความเดือดร้อนให้สุจริตชนไม่หยุดหย่อน มีคดีลักทรัพย์คดีหนึ่งน่าจะเป็นการเตือนใจ และเป็นอุทาหรณ์ ให้คนเดินดินอย่างเรา ได้ยินได้ฟังก็ต้องใจคอไม่ดี นั่นคือ คดี “ทุบกระจกรถแล้วฉกทรัพย์” ซึ่งระบาดหนักขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากลงมือง่าย ไม่ต้องลงทุนลงแรงมากมาย วิธีการทุบรถฉกทรัพย์ที่ไร้ร่องรอย และเงียบสนิท โดยเฉพาะการใช้ไฟแช็กแก๊ส ลนที่กระจกจนร้อนฉ่า แล้วใช้น้ำเย็นราดซ้ำจนกระจกร้าวเป็นเม็ดๆ จากนั้น ใช้ของแข็งทุบจนแหลกละเอียด ก่อนบุกเข้าไปรื้อค้นทรัพย์สิน หลบหนีลอยนวล เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่รู้ เพราะไม่เคยได้รับการเปิดเผยมาก่อนยกเว้นในกลุ่มช่าง หรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น... |
|
| กลับด้านบน | |
![]() ![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันเหตุคนร้ายก่อเหตุล้วงกระเป๋า มีดังนี้.- - การสะพายกระเป๋า ควรจะให้แนบชิดติดตัวไว้ตลอดเวลา และหากเป็นกระเป๋าเป้ จะต้องเลื่อนมาไว้ด้านหน้า โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน - ให้สังเกตว่ามีคนเข้ามากระทบกระแทก หรือยืนเบียดเสียด บริเวณด้านหลังจนผิดปกติ หรือไม่? - หากรู้ตัวว่าถูกล้วงกระเป๋าต้องกล้าร้องโวยวาย เพื่อให้คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือ เชื่อเถอะว่า...พลเมืองดีทั้งหลายเต็มใจที่จะช่วยเหลือคุณตลอดเวลา |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกันภัยในหอพักสตรี 1. ควรเลือกหอพักที่มีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข็มงวด เช่น- มีกล้องวงจรปิด มีการใช้ คีย์-การ์ด ในการเข้า-ออก และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง 2. ถ้าเป็นไปได้ให้เปลี่ยนลูกบิดประตูใหม่ เพราะว่ากุญแจห้องอาจถูกปั๊มไว้โดยผู้เช่าคนเก่า และควรติดตั้งกลอนประตู แบบที่มีโซ่คล้องเพื่อป้องกันคนร้ายจู่โจมเข้ามาในห้องขณะพูดคุยกัน และประตูด้านนอกควรติดตั้งกุญแจเพิ่มอีกด้วย 3. กรณีมีคนมาเคาะประตูห้องในตอนกลางคืน ควรสอบถามให้รู้แน่ชัดเสียก่อนว่าเป็นใคร? ไม่ควรเปิดประตูออกไปทันที! เพราะอาจเป็นคนร้ายที่แฝงตัวมาก่อเหตุร้ายกับคุณได้ 4. ไม่ควรเลือกห้องพักที่มีกระจก หรือหน้าต่างที่เป็นบานเกล็ด เพราะคนร้ายส่วนใหญ่จะเลือกก่อเหตุกับห้องพักที่มีหน้าต่างเป็นบานเกล็ด เพราะสามารถถอดออกได้สะดวก |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
*วิธีการใช้บัตรเอทีเอ็มอย่างปลอดภัย มีดังต่อไปนี้... 1. ควรใช่มือบัง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครมองเห็นขณะที่กำลังกดรหัส ATM 2. ก่อนใช้บริการจากตู้ ATM ควรตรวจสอบสภาพของตู้ ว่า...มีจุดใดบ้าง? ที่ผิดปกติ เช่น ช่องที่สอดบัตร โดยให้สังเกตว่ามีการเติมแต่ง หรือนำมาติดยึด หรือดัดแปลงใหม่ หรือไม่? (หากไม่แน่ใจ ควรเปลี่ยนตู้ ATM ใหม่ทันที!) 3. ไม่ควรเขียน หรือเก็บรหัส ATM ไว้รวมกับบัตร ATM โดยเด็ดขาด! 4. ควรบันทึกหมายเลขบัตร ATM แต่ละใบ รวมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ไว้ เพื่อติดต่อกรณีฉุกเฉิน เช่น.- บัตร ATM หาย หรือถูกโจรกรรม ฯลฯ 5. การตั้งรหัสบัตร ATM ไม่ควรใช้ตัวเลข ที่ผู้อื่นสามารถคาดเดาได้ เช่น.- ตั้งรหัส ATM ตามหมายเลขโทรศัพท์,ตั้งรหัส ATM ตามวันเกิด หรือตั้งรหัส ATM ตามหมายเลขทะเบียนรถ เป็นต้น |
|
| กลับด้านบน | |
วิธีการป้องกันคนร้ายชิงทรัพย์!ผู้เบิกเงิน! หรือผู้นำเงินไปฝากธนาคาร มีดังต่อไปนี้.- 1. การเบิกเงินจำนวนมากจากธนาคาร ควรขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปคุ้มกัน หรือขอความร่วมมือจากทางธนาคารให้นำส่งเงินให้ที่บ้าน 2. ควรระมัดระวังบุคคลแปลกหน้า ที่ตามสะกดรอย หรือถ้าหากพบรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ขับติดตามมาโดยผิดสังเกต หรือสงสัยว่ากำลังถูกติดตาม ให้รีบขับรถไปหาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใกล้ที่สุดทันที!อย่าหยุด! หรือจอดรถโดยเด็ดขาด! |
| กลับด้านบน |
![]() |
|
|
|
วิธีการป้องกัน พวกโจรชิงทรัพย์ตามร้านเสริมสวย มีดังต่อไปนี้... 1. คุณผู้หญิงที่จะเข้าไปใช้บริการที่ร้านเสริมสวย อย่าใส่เครื่องประดับ หรือสิ่งที่มีค่าล่อตาล่อใจพวกโจร เพราะพวกมันอาจสะกดรอยตามเข้าไปชิงทรัพย์ของคุณได้ 2. เจ้าของร้านเสริมสวยควรจะติดตั้งสัญญาณเตือนภัย เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นให้รีบกดสัญญาณเตือนภัยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเพื่อนบ้านใกล้เคียงให้ช่วยเหลือได้ทันเหตุการณ์ 3. ประตูทางเข้าร้านเสริมสวยควรจะติดประตูที่มีระบบล๊อก!จากภายใน เมื่อมีลูกค้ามาจึงค่อยปลดล๊อก!เพื่อเปิดประตู เป็นการป้องกันคนร้ายบุกเข้าไปก่อเหตุภายในร้าน 4. ร้านเสริมสวยไม่ควรติดฟิล์มกรองแสงจนมืดทึบ จนคนภายนอกไม่สามารถมองเห็นภายในได้ เพราะหากเกิดเหตุขึ้นภายในร้าน คนที่อยู่ภายนอกจะไม่รู้ และไม่สามารถช่วยเหลือได้เลย... |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
“จุดอ่อน”ของการใช้บริการรถยนต์ตู้โดยสารสาธารณะ คือความคับแคบของตัวรถ และเบาะนั่ง รวมไปจนถึงการติดผ้าม่านบังแดดรอบคัน ทำให้กลายเป็นจุดอับสายตา จึงง่ายต่อการก่อเหตุชิงทรัพย์ หรือก่อเหตุลวนลามทางเพศ ฯลฯ วิธีการป้องกันภัยจากการใช้บริการรถยนต์ตู้ มีดังต่อไปนี้... 1. เลือกขึ้นเฉพาะรถยนต์ตู้ที่จดทะเบียนถูกต้องจากกรมขนส่งทางบก เท่านั้น! โดยให้สังเกตตราสัญญาลักษณ์ ขสมก. 2. ควรเลือกนั่งเบาะที่อยู่ใกล้กับประตูทางขึ้น-ลง ให้มากที่สุด! 3. ควรแต่งกายให้เรียบร้อย มิดชิด เพื่อป้องกันการถูกลวนลาม หรือถูกข่มขืน และอย่าเผลอหลับ!ในรถตู้โดยเด็ดขาด! |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
*วิธีการปฏิบัติเมื่อคุณจำเป็นต้องนั่งรถแท็กซี่โดยลำพัง! 1. เมื่อจะต้องขึ้นรถแท็กซี่ทุกครั้ง ควรจำทะเบียนรถแท็กซี่คันนั้น ทันที! และควรจะเลือกที่นั่งที่ปลอดภัยโดยเลือกนั่งเบาะด้านหลังคนขับ โดยให้นั่งชิดประตูด้านขวาเสมอ... 2. อย่าหลับ!เป็นอันขาด!ไม่ว่าคุณจะง่วง!แค่ไหน? ก็ตาม... 3. ไม่ควรแต่งตัวโป๊! เพราะอาจจะเป็นการยั่วยุอารมณ์หื่นของคนขับแท็กซี่ให้ก่อเหตุร้ายได้ และหากเห็นท่าไม่ดี เช่น.- ถูกพูดจาแทะโลม ถูกลวนลาม รู้สึกวิงเวียนศีรษะเหมือนถูกโดนมอมยา หรือโดนขับรถออกนอกเส้นทาง ให้รีบใช้โทรศัพท์แจ้งตำรวจทันที! โดยรีบแจ้งหมายเลขทะเบียนรถ บอกสถานที่ปัจจุบันอย่างละเอียด และให้พยายามหาทางหลบหนีออกจากรถทันที! |
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
น่าเห็นใจจริง...เมื่อได้ยินเสียงโอดครวญจากประชาชนว่า ตกเป็นเหยื่อแก๊งหลอกลวงต้มตุ๋น จนทำให้ต้องสูญเสียเงินไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในรูปแบบต่างๆ ทำให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหายอดฮิต ที่ทุกคนควรระมัดระวังกันไว้ หน่อยก็ดี จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป... ซึ่งเพื่อนก็เคยเล่าให้ฟังว่า เกือบถูกหลอกเอาเงินทางโทรศัพท์มาแล้ว เพราะมีวันนึงเค้าได้รับโทรศัพท์จากใครก็ไม่รู้ ไม่โชว์เบอร์ โทรเข้ามา |
|
หาทางมือถือ แต่ขึ้นหน้าจอว่าเป็น Private Number (เบอร์ ส่วนตัว) พอรับสายเท่านั้นแหละ ทางโน้นรีบบอกว่า...ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณเป็นผู้โชคดีที่ทางบริษัท...อะไรสักแห่ง ได้สุ่มหมายเลขโทรศัพท์ เพื่อหาผู้โชคดีเพื่อมอบรางวัลมูลค่า 5 หมื่นบาท โดยจะโอนเงินนี้เข้าบัญชีธนาคารให้ และขอหมายเลขบัญชีธนาคารของเพื่อนด้วย แต่เพื่อนรู้สึกทะแม่งๆ และสงสัยจะถูกหลอกแหงเลย เพื่อนเลยไหวตัวทันไม่ยอมให้หมายเลขบัญชี จึงรอดตัวไป นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของผู้ที่เรียกว่าโชคดีก็ได้ที่ไม่หลงกลโจร จึงไม่เจ็บกระดองใจ และเมื่อเร็วๆนี้ นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาสินเชื่อได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่าถูกมิจฉาชีพ โทรศัพท์มาอ้างตัวเป็นคนของ ธปท. เพื่อขอข้อมูลสำคัญ เช่น เลขบัตรประจำตัวประชาชน, เลขบัญชีเงินฝากตามธนาคารต่างๆ และข้อมูลทางการเงินที่สำคัญอื่นๆ ซึ่งหากท่านใด ได้รับโทรศัพท์ที่อ้างว่าเป็นพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เชื่อไว้ก่อนว่า...”เป็นพวกมิจฉาชีพ” ดังนั้น จงอย่าให้ข้อมูลสำคัญอะไรไปเด็ดขาด เพราะ ว่าธปท. ไม่เคยขอข้อมูลในลักษณะนี้ ทำให้เป็นห่วงว่า จะมีประชาชนหลงเชื่อ จนบอกข้อมูลสำคัญไป จึงขอให้ประชาชนที่ได้รับโทรศัพท์ อย่าไปหลงเชื่อก่อนหน้านี้ เคยได้ยินเรื่องมิจฉาชีพหลอกลวงประชา-ชน ด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากร เพื่อแจ้งคืนภาษีผ่านบัญชีธนาคาร และหลอกโอนเงินทางเอทีเอ็ม จนมีคนพลาดพลั้งหลงเชื่อกันมาแล้วซะด้วย ยิ่งควรระวังตัวให้มากๆ วิธีการป้องกันตัวอย่างไร? ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ... 1. อย่าโลภ เพราะคนโลภมักตกเป็นเหยื่อของพวกโจรต้มตุ๋น และหลอกลวงได้ง่ายที่สุด ดังนั้น ถ้าหากว่ามีใครโทรศัพท์มาหา แล้วพูดทำนองว่า คุณเป็นผู้โชคดีที่จะได้รางวัล หยั่งงั้นหยั่งงี้ ก็อย่าดีใจจนเนื้อเต้น เพราะว่าไม่มีใครที่จะให้เงินคุณฟรีๆ 2. ถ้าใครโทรศัพท์มาบอกว่า จะโอนเงินเข้าบัญชีให้คุณโดยถามเลขที่บัญชีธนาคาร แล้วให้คุณไปทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม โดยใช้เมนูเป็นภาษาอังกฤษละก็ อย่าไปทำตาม เพราะว่าจะกลายเป็นการโอนเงินของคุณไปให้พวกโจรแทน... ขอบคุณข้อมูล “คนสมถะ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ |
||
|
||
| กลับด้านบน | ||
![]() |
เพราะเดี๋ยวนี้ มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในสำนักงาน,ที่โรงเรียน,ที่มหาวิทยาลัย รวมทั้งที่บ้าน เรียกว่า หากใครไม่รู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ล่ะก็ คงเชยระเบิดไปเลยละจ้า โถ!เด็กบางคนเห็นเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งไว้ที่บ้าน ตั้งแต่ยังแบเบาะก็มี |
|
เอ้า...กลับมาฝอยเรื่องคอมพิวเตอร์ต่อดีกว่า เพราะเมื่อรู้ๆกันอยู่ ว่าการใช้คอมพิวเตอร์ให้ประโยชน์มากมาย และหากต่อกับอินเตอร์เน็ตแล้ว ผู้ใช้ที่เป็นวัยรุ่นวัยโจ๋ทั้งหลาย จะได้ข้อมูลเยอะแยะ แต่ก็มีโทษภัยแฝงอยู่ด้วย นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัจจุบันดิจิตอลเปรียบเสมือนเพื่อนผู้รู้ใจ และเป็นไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นไทย ที่นับวันยิ่งมีความสัมพันธ์ แน่นแฟ้นกับโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลด้านลบต่อวัยรุ่นได้ง่าย ดังนั้น เมื่อสำรวจถึงพฤติกรรมการเข้าเว็บไซต์ของวัยรุ่น พบว่าเป้าหมายอันดับต้นๆ คือ การแชตหาเพื่อนคุย และการเล่นเกมออน-ไลน์ นอกจากนี้ จากการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการสนทนาออนไลน์ในกลุ่มวัยรุ่นยังพบว่า วัยรุ่นทั้งหญิง และชายมากกว่า 20% เคยนัดพบกับคนแปลกหน้า และเคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่รู้จัก ผ่านการแชตทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งแหงล่ะที่วัยรุ่นหญิงจะมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการถูกล่อลวงไปข่มขืน หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศได้ง่าย....ฟังแล้วน่าตกใจ!จึงอยากแนะนำน้องๆ ที่ชอบออนไลน์ ดังนี้... *อย่าคิดว่าการแชตกับคนแปลกหน้า เป็นสิ่งท้าทายที่ควรลองสักครั้งในชีวิตเลยนะ เพราะว่าการแชตอย่างงี้ เราอาจได้เห็นหน้า หรือไม่เห็นหน้าก็ได้ ใช่ปะ? แล้ว "ใจ" ของเค้าล่ะ จะสะอาดใสซื่อกับน้องๆ จริงรื้อ? *ถ้ามีการนัดไปเจอกัน อย่าไปคนเดียวเชียวนะ ควรพาเพื่อนไปด้วย *ถ้าหากน้องๆได้รับอีเมล์ที่มีข้อความ หรือภาพที่ไม่เหมาะสม! หรือทำให้ไม่สบายใจไม่ควรตอบโต้ แต่ให้รีบปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ทันที! *อย่าบอกชื่อจริง,อายุจริง,หมายเลขโทรศัพท์จริง และที่อยู่จริงของน้องๆให้กับบุคคลอื่นทราบโดยเด็ดขาด! ขอบคุณข้อมูล “คนสมถะ” หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ |
||
|
||
| กลับด้านบน | ||
![]() |
|
|
|
เมื่อคุณใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตตามร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน หรือตามร้านค้าต่างๆ (บางร้าน) คุณอาจถูกคนร้ายที่แฝงตัวมาในคราบของพนักงานร้านเหล่านั้น ถ่ายบัตรเครดิตของคุณ ทั้งด้านหน้า และด้านหลังเก็บไว้ เพื่อนำไปสั่งซื้อของผ่านทางอินเตอร์เน็ต! เมื่อโจรถ่ายรูปด้านหน้า และด้านหลังของบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำหมายเลขเหล่านั้น ไปกรอกเพื่อซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ต และกว่าที่คุณจะรู้ตัวก็มีใบแจ้งหนี้มาถึงคุณที่บ้าน เรียบร้อยแล้ว วิธีการป้องกัน *ควรหาสติ๊กเกอร์ มาแปะปิดบังบริเวณตัวเลขสามหลัก ที่อยู่ด้านหลังของบัตรเครดิตไว้ (เป็นวิธีที่ดีที่สุด) |
|
|
|
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
| คุณเคยไหม?ไปถ่ายเอกสาร หรือถ่ายบัตรประชาชน แล้วโดนถ่ายก๊อบปี้ซ้ำไว้อีก 1 ฉบับ แล้วนำไปขาย หรือปลอมแปลงไปทำธุรกรรมต่างๆ โดยที่เจ้าของบัตรประชาชนไม่รู้เรื่อง พอถึงสิ้นเดือน มีใบแจ้งหนี้มาหลายหมื่นบาท แล้วแต่ว่าใครจะซวยยังไง? | |
| กลับด้านบน | |
![]() |
|
|
|
หากคุณไม่อยากตกเป็นเหยื่อ! ควรจะเพิ่มความระมัดระวังภัยให้กับตนเอง ดังต่อไปนี้.- 1. สถานบันเทิงที่จะไป ไม่ควรเป็นสถานที่ที่ล่อแหลม เสี่ยงที่จะเกิดอาชญากรรม และไม่ควรแต่งกายวับๆแวมๆ แต่งตัวโป๊ หรือกระโปรงสั้นจนเสียวใส้ เพราะจะเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของพวกผู้ชาย 2. ไม่ควรดื่มสุราจนเมา ไม่รู้สติ ควบคุมตนเองไม่ได้ ยิ่งคุณผู้หญิงที่ไปเที่ยวคนเดียวแล้วละก้อ อาจเกิดกรณีที่เป็นข่าวแท็กซี่นำผู้โดยสารสาวไปข่มขืนอีกก็ได้... 3. ควรไปเที่ยวกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ จะทำให้โอกาสเกิดภัยคุกคามขึ้นกับตัวเองลดน้อยลง และในการเข้าห้องน้ำในสถานบันเทิงไม่ควรไปคนเดียว คุณอาจชวนเพื่อนไปด้วย เพื่อดูให้แน่ใจก่อนว่าไม่มีใครหลบอยู่ในห้องน้ำ 4. ควรฝึกศิลปะป้องกันตัวไว้บ้าง และควรพกอาวุธเล็กๆ เช่น สเปย์พริกไทย,คัดเตอร์ แต่ระมัดระวังในการใช้ด้วย เพราะมันอาจกลายเป็นภัยกับตนเองได้.. |
|
|
|
| กลับด้านบน | |
สถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ : เลขที่ 505 ถนนสวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ 10120 |